Chateau Lafleur 1982

Lafleur 1982, Chateau Lafleur, Bordeaux, France, Red Wine

ไวน์แดงสัญชาติฝรั่งเศสจาก Bordeaux รุ่น 1982 ที่แม้ว่าจะเป็นไวน์ที่มีอายุไม่มากแต่กลับให้ความเข้มข้นและความบริสุทธิ์ที่น่าอัศจรรย์จากกลิ่นอายของเหล้าเคิร์ชและชะเอม ให้ความรู้สึกถึงความมั่งคั่งอันน่าทึ่ง ความแน่นหนา ความสมบูรณ์ และความสวยงาม ตัวไวน์ชั้นเยี่ยมนี้ถูกผลิตในเมือง Pomerol โดยได้รับส่วนวัตถุดิบต่างๆมาจากภูมิประเทศที่ราบสูง โดยเฉพาะวัตถุดิบหายากอย่าง องุ่น Merlot ที่ได้มาจากไร่องุ่นเขียวชอุ่มหรูหราเก่าแก่ ซึ่ง Merlot นั้นได้ถูกนำมาใช้ในกระบวนการผลิตไวน์หรูหราขวดนี้อย่างมีความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก

เนื่องจากการใช้วัตถุดิบในกระบวนการผลิตที่ค่อนข้างหายากและมีความพิถีพิถันในการเฟ้นหาวัตถุดิบชั้นดีเป็นอย่างมาก ยิ่งทำให้ราคาของเจ้าไวน์ขวดนั้นสูงกว่าราคาของตลาดไวน์ทั่วๆไป เรียกได้ว่าเป็นไวน์เกรดพรีเมี่ยมที่เป็นที่นิยมในหมู่นักดื่มเป็นอย่างมากจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยความพิศวงและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรสชาติ จึงทำให้มีความคุ้มค่าในการหามาสะสม

จุดเด่นของไวน์รุ่นนี้นั้นมาจากกลิ่นหอมของช็อกโกแลต,เชอร์รี่เข้ม,ลูกพลัมและเครื่องเทศ ให้ความรู้สึกถึงความสง่างามขององุ่น Merlot ได้เป็นอย่างดี รสชาติหวานหอมของ พลัม, ลูกเกด, ลูกพรุน, ช็อคโกแลต, มอคค่าและเชอร์รี่ดำ ได้ถูกผสมปนเปกันจนได้ออกมาเป็นรสชาติที่น่าพิศวง ความเข้มข้นนุ่มลึกอย่างหาที่สุดไม่ได้ ความร้อนแรงแห้งผากจนทำให้ยากที่จะดื่มแบบเดี่ยวๆ

โดยรวมนั้นเป็นไวน์ที่มีบุคลิกค่อนข้างบริสุทธิ์ ไม่ซับซ้อน ตรงไปตรงมา มั่นคงหนักแน่น มีความร้อนแรงและกลับอ่อนหวาน ละมุนดื่มง่ายไม่หนักหน่วงบาดคอมากจนเกินไป ดื่มได้เรื่อยๆสำหรับค่ำคืนยาวนานอันแสนพิเศษ โดยสำหรับอาหารมื้อค่ำที่ตมักถูกเสิร์ฟคู่กันกับเจ้าไวน์แดงแก้วนี้นั้นมักจะถูกเสิร์ฟคู่กับอาหารจำพวกเสต็กและสตูว์เนื้อ เช่น เนื้อแกะ, เนื้อวัว, ขาแกะอบ, ห่าน, ไก่รวมควันและเนื้อกวาง ซึ่งยิ่งทำให้มื้ออาหารค่ำพร้อมคนพิเศษของคุณนั้นสมบูรณ์แบบมากขึ้นไปอีก

 

 

Harlan Estate Napa Valley 2015

Harlan Estate 2015, Harlan Estate, Napa Valley, United States, Red Wine

 

ไวน์แดงสไตล์วินเทจสุดหรูสัญชาติ USA จาก Napa Valley แห่ง Harlan Estate ที่มีความเข้มข้นเป็นอย่างมาก ซึ่งชื่อเสียงของ Harlan Estate เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ดังที่ถูกขนานนามจากนักดื่มทั่วโลกว่าเป็น “สัตว์ร้ายแห่งไวน์แดง” เพราะความช่ำชองในกระบวนกลั่นและการผลิตไวน์ที่มีคุณภาพสูง เน้นความวินเทจหรูหรา เป็นกระบวนการผลิตที่มีความปราณีคพิถีพิถันเฉพาะตัว ผลผลิตจากผลไม้ที่ใช้นั้นเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพโดยเป็นผลไม้ที่ถูกปลูกขึ้นมาบนสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก เรียกได้ว่า Harlan Estate นั้นเป็นอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ที่ยาวนานมากว่าทศวรรษเลยทีเดียว

เครื่องดื่มสีโกเมนเข้มที่ได้จากส่วนผสมขององุ่นทั้งสามพันธุ์ องุ่นชั้นดีในกระบวนการผลิตไวน์แดงหรูหราคลาสสิค Cabernet Sauvignon, Cabernet Franc, Merlot และ Petit Verdot ซึ่งเป็นที่ยอมรับในแวดวงอุตสาหกรรมการผลิตไวน์แดงไปทั่วโลกเพราะความเป็นสุดยอดพรรณองุ่นที่ให้รสชาติของไวน์ที่ให้รสชาติที่มีความกลมกล่อมเข้มข้น มีความหอมหวานจากรสชาติเฉพาะตัวที่ดื่มง่าย เหมาะสำหรับนักดื่มที่รักการดื่มไวน์จากทุกหนทุกแห่ง

จุดเด่นของไวน์แดงรุ่นนี้อยู่ที่เครื่องดื่มชั้นเยี่ยมสีสดที่มีความคลาสสิกเซ็กซี่เย้ายวนใจด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง กลิ่นแบล็คเคอแรนท์ แบล็กเบอร์รี่ หินบด กราไฟต์ การบูรควัน และกลิ่นยาสูบแห้ง สีม่วงโกเมนเข้มที่ได้เนื้อและรสชาติเข้มข้นจากเชอร์รี่สีดำครีมและพุดดิ้งพลัมผสานกับความเข้มข้นจากแทนนินเนื้อละเอียดที่สุกงอมได้อย่างประณีตลงตัว

โดยรวมเป็นไวน์แดงที่มีบุคลิกร้อนแรง มีสเน่ห์ เย้ายวนใจ มีความยั่วยวน คลาสสิค เป็นเอกลักษณ์ ทรงพลังแต่ดื้อดึงอยู่ในตัว มีความหวานหอมกลมกล่อมอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความกระสันเป็นอย่างยิ่งเมื่อเครื่องดื่มแก้วโปรดได้ถูกเสิร์ฟคู่กับเนื้ออบชั้นเลิศอย่าง เนื้อวัว เนื้อแกะ และ เนื้อกวาง ก็ยิ่งยากที่จะถอนตัวเพียงแค่แก้วเดียวได้ เหมาะสำหรับการดื่มเนื่องในโอกาสพิเศษ สังสรรค์ หรือดื่มฉลองในมื้อค่ำพิเศษพร้อมคนพิเศษของคุณได้อย่างสนุกสนาน

Le Pin 2010, Le Pin Bordeaux, France, Red Wine

Le Pin 2010, Le Pin Bordeaux, France, Red Wine

ไวน์แดงสัญชาติฝรั่งเศสที่ได้ถูกหมักขึ้นมาจากองุ่นชั้นดีพันธุ์ Merlot แบบ 100% แม้จะเป็นองุ่นสายพันธุ์เล็กซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้ในภูมิอากาศที่ค่อนข้างร้อนและแห้ง แต่กลับได้ผลดีในฤดูเก็บเกี่ยวจากไร่องุ่นอย่าง Le Pin ที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก

ความเขียวชอุ่มจากไร่ไวน์จากองุ่นพันธุ์ Merlot หรูหราที่วัตถุดิบพืชผลอย่างองุ่น Merlot นั้นได้ถูกปลูกท่ามกลางวัตถุดิบการเกษตรอันทรงคุณค่าอย่าง ดินเหนียว กรวด และธาตุเหล็ก ในขณะที่การผลิตไวน์แบบทั่วไปจะใช้ส่วนผลิตจากการปลูกโดยใช้ดินราคาถูกอย่างดินปนทรายที่มีความเป็นกรดมากกว่า ทำให้ได้องุ่นรสชาติธรรมดาที่ไม่ได้มีความแตกต่างโดดเด่น ในขณะที่ตัวไวน์ Le Pin 2010 นั้นมีราคาที่สูงกว่าไวน์ยี่ห้ออื่นๆเพราะความพรีเมี่ยมหรูหราแปลกใหม่และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ในแบบอื่นๆ

จุดเด่นของเหล้าองุ่นรุ่นนี้นั้นได้มาจากผลผลิตขององุ่นที่ที่มีขนาดเล็กกว่าปกติของ Merlot ทำให้ได้เหล้าองุ่นสีพลัมออกม่วงเข้มที่มีกลิ่นหอมโดดเด่นจากไม้อ็คสดใหม่ผสานกับกับความเข้มข้นของ Uber,แคสซิส,เชอร์รี่สีดำผสานกับกลิ่นของชะเอมเทศ ตัวไวน์แดงมีรัสสัมผัสและบอดี้ที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวานของแทนนิน,เชอร์รี่ดำและผลไม้สีดำรสชาติหวานแซมเปรี้ยว ได้รสชาตินุ่มลึกเข้มข้นที่ลงตัวและสมดุลเป็นอย่างมาก

โดยภาพรวมนั้นเป็นไวน์แดงที่มีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น มีบุคลอกภาพที่น่าดึงดูดเย้ายวนใจ มีความล้ำลึกนุ่มนวลในรสชาติจากความปราณีตพิถีพิถันของกระบวนการผลิตไวน์มาอย่างยาวนานถึง 12 ปี เป็นเหล้าองุ่นที่เหมาะแก่การรับประทานคู่กับทานคู่กับกลุ่มอาหารประเภทเนื้อแดงชั้นดี อย่าง เนื้อวัวหรือเนื้อแกะย่างเนย รวมถึงการรับประทานคู่กับอาหารประเภทสัตว์ปีกอย่าง เป็ดและไก่ เป็นต้น เป็นไวน์แดงที่มักจะใช้ดื่มตามงานพิเศษหรือโอกาสสำคัญๆต่างพร้อมกับคนพิเศษสุดๆของคุณนั้น เพื่อช่วยเปิดประสบการณ์สังสรรค์สุดพิเศษให้แก่คุณได้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

 

 

 

 

Quinta Do Noval Nacional Vintage Port 1963

Quinta Do Noval Nacional Vintage Port 1963

 

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานเหล้าองุ่นสัญชาติโปรตุเกส โดยโปรตุเกสเองนั้นก็เป็นภูมิภาคที่ขึ้นชื่อด้านการผลิตไวน์ที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของยุโรปและมีการส่งออกไวน์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เหล้าองุ่นแดงตัวนี้ถูกสร้างขึ้นจากไร่องุ่นชั้นดีอย่าง Quinta do Noval ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเทียบเรือเก่าแก่ที่สุดจากประเทศโปรตุเกส โดยใช้วัตถุดิบนานาชนิด โดย Quinta do Noval นั้นเป็นไร่องุ่นที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากซึ่งเป็นไร่องุ่นที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงชันจากใจกลางหุบเขา Douro

องุ่นสายพันธุ์ชั้นดีจากไร่แห่งนี้ได้ถูกนำมาใช้ในกระบวนการผลิตไวน์แดงชั้นเยี่ยม รวมถึงมีการนำผลไม้ต่างๆที่ถูกปลูกขึ้นในพื้นที่ของท่าเทียบเรือ โดยไวน์ชนิดเก่าแก่ที่ได้ถูกกลั่นออกมาทั้งหมดนั้น ได้นำวัตถุดิบจากไร่องุ่น Quinta do Noval มาใช้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น

La Tâche 1962 Domaine de la Romanée-Conti

La Tache 1962, Domaine de la Romanee-Conti, Burgundy, France, Red Wine

เรียกได้ว่าประวัติความเป็นมาของ Romanée-Conti นั้นเป็นชื่อที่โด่งดังและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เริ่มจากในปี ค.ศ. 1760 เจ้าชายหลุยส์-ฟรองซัวส์ เดอ บูร์บง-คอนติ ได้ซื้อที่ดินผืนหนึ่งในเมืองโวสเน-โรมาเน่ ซึ่งเป็นที่ดินที่ปลูกขึ้นโดยบรรพบุรุษของแซงต์-วิวังต์ ก่อนจะสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2319

ต่อมาในปี 1794 ที่ดินผืนนี้ได้ถูกริบและถูกซื้อโดยเศรษฐีอย่าง Henry-Frédéric Roch, Lalou Bize-Leroy และผู้อำนวยการ Aubert de Villaine ซึ่งเป็นเจ้าของในวันนี้จนกลายเป็นเป็นไร่องุ่นสุดหรูหราในปัจจุบันนี้ โดยกรรมวิธีที่ใช้ในการผลิตไวน์แดงสุดหรูจากไร่องุ่นที่มีชื่อเสียงแห่งนี้นั้น จะใช้วัตถุดิบเป็นองุ่นที่ได้รับการดูแลอย่างดีโดยมีการควบคุมผลผลิตอย่างเข้มงวดและเมื่อเข้าฤดูเก็บเกี่ยวก็จะเก็บเกี่ยวอย่างช้าที่สุดเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ไวน์แดงที่มีกลิ่นหอมและอุดมสมบูรณ์มากที่สุดนั่นเอง

ด้วยเอกลัษณ์เฉพาะตัวของตัวเครื่องดื่มเส้นรูบี้เข้มข้นที่มีกลิ่นหอมพิเศษของผลไม้สีเข้มผสานกับเห็ดทรัฟเฟิลและเครื่องเทศรวมทั้งกลิ่นของช่อดอกไม้เข้มข้นนานาพันธุ์ ให้รสชาติที่มีหอมหวานละเอียดอ่อนจากองุ่นและผลไม้เนื้อแดงนานาชนิต ความรู้สึกถึงความบริสุทธิ์ไม่ซับซ้อน มีความสมดุลของเนื้อเครื่องดื่มที่ไม่แห้งผากหรือเข้มข้นบาดคอจนเกินไป รสชาติที่ยังคงค้างอยู่ทั่วเพดานปากอย่างยาวนาน ทำให้สามารถดื่มได้อย่างเพลิดเพลินจำเริญใจ

โดยภาพรวมเป็นไวน์แดงอายุน้อยที่มีเสน่ห์น่าดึงดูดอย่างมาก มีบุคลิกไม่ซับซ้อน แสดงถึงความบริสุทธิ์สดใส แม้จะเป็นไวน์จากพื้นที่หรูหราเก่าแก่แต่กลับให้ความอบอุ่นเป็นมิตรและเข้าถึงง่ายอย่างมาก ไวน์แดงพร้อมเสิร์ฟคู่กับอาหารจำพวกเนื้อแดงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อแกะย่าง, ขาแกะอบ, เนื้อกวาง, สเต็กเนื้อแดง รวมถึงอาหารจำพวกสัตว์ปีกต่างๆเช่น ไก่และเป็ดเสิร์ฟคู่เนยแข็ง เพื่อเพิ่มรสชาติของมื้อค่ำให้มีสีสันและรับประทานอร่อยมากยิ่งขึ้น แม้จะเป็นไวน์แดงที่มีราคาแพง เป็นกลับคุ้มค่าสำหรับนักสะสมไวน์ทั่วโลก ด้วยประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ กรรมวิธีการผลิตที่มีความปราณีต รวมถึงรสชาติน่าค้นหาที่ช่วยสร้างประสบการณ์การดื่มไวน์สุดแสนพิเศษให้แก่คุณ

 

Woodbridge White Zinfandel

Woodbridge White Zinfandel

Woodbridge White Zinfandel ไวน์สีชมพูสตรอว์เบอร์รี่สีคมชัดจากองุ่นพันธุ์ Zinfandel และยังน่าลิ้มลองยิ่งไปด้วยผลไม้นานาชนิด ซึ่งจะออกมาในรูปแบบของกลิ่นของเชอร์รี่และองุ่นพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งส่งผลทำให้มันมีรสที่กลมกล่อมอย่างยิ่ง รวมไปถึงมันยังมีเนื้อสัมผัสที่ละเอียดอ่อนและนุ่มนวล ก็ยิ่งทำให้ Woodbridge White Zinfandel ได้ถูกพูดถึงมากยิ่งขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ Woodbridge White Zinfandel ได้รับความนิยมอย่างมากและมากกว่าเดิม นั่นก็คือ รสชาติของ Woodbridge White Zinfandel ที่เป็นรสชาติของผลไม้หวาน ที่ทำให้เราสามารถละมุนกับรสชาติความหวานนี้ไปทั่วเพดานปาก และยิ่งได้รับประทานไปพร้อมกับชีสเปรี้ยวก็ยิ่งทำให้รสชาติของไวน์นี้ละมุนและจัดจ้านไปในเวลาเดียวกันเลยทีเดียว และด้วยรสชาติแบบนี้นั่นเอง จึงทำให้มันเหมาะกับเมนูไก่ ปลา จนไปถึงพวกผักเลยนั่นเอง รวมถึงยังเหมาะแก่การดื่มในช่วงบ่ายที่ถูกย้อมด้วยแดดอันอบอุ่นอีกด้วย

 

 

Wolf Blass Red Label Pink Moscato

Wolf Blass Red Label Pink Moscato

ไวน์แดงจากองุ่นพันธุ์ Moscato ซึ่งมีถิ่นกำเนิดที่สำคัญอย่างมาก นั่นก็คือ แถบออสเตรเลียใต้ นั่นเอง และยังน่าลิ้มลองยิ่งไปด้วยผลไม้นานาชนิด โดยจะออกมาในรูปแบบของกลิ่นองุ่นที่ตากแดด ดอกซิตรัส กลีบกุหลาบ และมัสค์รสหวาน ซึ่งส่งผลทำให้มันมีรสที่กลมกล่อมอย่างยิ่ง รวมไปถึงมันยังมีเนื้อสัมผัสที่ละเอียดอ่อนและนุ่มนวล ก็ยิ่งทำให้ Wolf Blass Red Label Pink Moscato ได้ถูกพูดถึงมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งด้วยกลิ่นอายของไวน์ที่เป็นแบบนี้นี่เอง จึงทำให้ Wolf Blass Red Label Pink Moscato เหมาะสำหรับอาหารอย่างพืชใต้ดินแบบแครอท หรือน้ำเต้า นอกจากนี้ Wolf Blass Red Label Pink Moscato ก็ยังมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 6.5% ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่พอเหมาะเลยทีเดียว

 

Wolf Blass Red Label Cabernet Sauvignon Merlot

Wolf Blass Red Label Cabernet Sauvignon Merlot

ไวน์แดงจากองุ่นพันธุ์ CABERNET SAUVIGNON และ MERLOT และยังน่าลิ้มลองยิ่งไปด้วยผลไม้นานาชนิด ซึ่งจะออกมาในรูปแบบของกลิ่นพลัม แคสซิส และปิดท้ายด้วยแบล็กเบอร์รี่ รวมไปถึงมันยังมีเนื้อสัมผัสที่ละเอียดอ่อนและนุ่มนวล อีกทั้งยังมีความชุ่มฉ่ำในลักษณะของไวน์แดงคุณภาพ และยังรักษาคุณภาพของเนื้อสัมผัสแบบนี้ได้อย่างยาวนานอีกด้วย ซึ่งด้วยคุณสมบัติแบบนี้นี่เองจึงทำให้มันเหมือนกับการดื่มไปพร้อมกับเนื้อวัว เนื้อแพะ บาร์บีคิว และเนื้อหมักได้อย่างดีเลยทีเดียว ซึ่งคุณสมบัติที่ได้กล่าวไปข้างต้นนี้นั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้ช่วยยกระดับให้ Wolf blass red label cabernet merlot ได้ถูกพูดถึงมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

Wolf Blass Gold Label Coonawarra Cabernet Sauvignon

Wolf Blass Gold Label Coonawarra Cabernet Sauvignon

ไวน์แดงจากองุ่นพันธุ์ CABERNET SAUVIGNON และยังน่าลิ้มลองยิ่งไปด้วยผลไม้นานาชนิด ซึ่งจะออกมาในรูปแบบของกลิ่นเบอร์รี่สีแดง มัลเบอร์รี่ ดาร์กช็อกโกแลต และแบล็คเคอแรนท์สุก รวมไปถึงมันยังมีเนื้อสัมผัสที่ละเอียดอ่อนและนุ่มนวล รวมไปถึงมันยังมีรสชาติของดาร์กช็อกโกแลต แบล็คเคอเรนท์สุก มัลเบอร์รี่ อีกเช่นกัน ซึ่งด้วยลักษณะดังกล่าวนี้นั่นเอง จึงทำให้ Wolf blass gold label coonawarra เป็นไวน์ที่เหมาะกับการดื่มไปกับอาหารอันเลิศรสที่ประกอบไปด้วยเนื้อวัว บาร์บีคิว และเนื้อหมัก ซึ่งเมื่อเราได้ Wolf blass gold label coonawarra มาประกอบแล้วก็จะทำให้รสชาตินั้นผสมผสานและกลมกล่อมอย่างยิ่งนั่นเอง ก็ยิ่งทำให้ Wolf blass gold label coonawarra ได้ถูกพูดถึงมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

Wolf blass gold label adelaide hills chardonnay

Wolf blass gold label adelaide hills chardonnay

Wolf blass gold label adelaide hills chardonnay ไวน์ขาวจากองุ่นพันธุ์ Chardonnay และยังน่าลิ้มลองยิ่งไปด้วยผลไม้นานาชนิด ซึ่งจะออกมาในรูปแบบของกลิ่นผลเมล็ดเดียวแข็งและไม้โอ๊คที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี รวมไปถึงมันยังมีเนื้อสัมผัสที่ละเอียดอ่อนและนุ่มนวล ซึ่งด้วยลักษณะของรสชาติและกลิ่นที่ได้ปรากฏออกมาใน Wolf blass gold label adelaide hills chardonnay นี้นั้น จึงทำให้ Wolf blass gold label adelaide hills chardonnay เหมาะสำหรับที่จะเอาไว้ใช้ดื่มพร้อมกับอาหารที่มีองคืประกอบหลัก ๆ อย่างเนื้อไก่ เนื้อปลา อาหารทะเล และผักนานาชนิด ซึ่งมันจะช่วยชูรสให้กับมื้ออาหารนั้นได้อย่างมากมายเลยทีเดียว ซึงส่งเหล่านี้นั้นได้ทำให้ Wolf blass gold label adelaide hills chardonnay ได้ถูกพูดถึงมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

error: Content is protected !!